เคดะห์ “ไทรบุรี”
รัฐเคดะห์ (Kedah) หรือที่คนไทยเรียกว่า “ไทรบุรี” เป็นรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย
มีเมืองหลวงคืออาโลร์เซอตาร์ และมีเกาะลังกาวีเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ปกครอง
ถือเป็นรัฐที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทย
โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและยะลา
ชื่อทางการ: Negeri Kedah Darul Aman (ถิ่นที่อยู่แห่งสันติภาพ)
เมืองหลวง: อาโลร์เซอตาร์ (Alor Setar)
เมืองสำคัญ: ซูไงเปอตานี (Sungai Petani), กูลิม (Kulim), กัวะฮ์ (Kuah – เกาะลังกาวี)
พื้นที่: ~9,425 ตร.กม.
ประชากร: ~2.07 ล้านคน (ปี 2015)
การปกครอง: ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีสุลต่านเป็นประมุข
สุลต่านปัจจุบัน: สุลต่านซัลเลฮุดดิน
มุขมนตรี: มูฮัมหมัด ซานูซี หมัด นอร์ (พรรค PAS)
ทิศเหนือ: ติดรัฐปะลิส และจังหวัดสงขลา–ยะลา (ประเทศไทย)
ทิศใต้: ติดรัฐเประ
ทิศตะวันตกเฉียงใต้: ติดรัฐปีนัง
พื้นที่สำคัญ: เกาะลังกาวี (Langkawi) เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
เคดะห์มีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า “ไทรบุรี”
ในอดีตเคยเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา หลังจากถูกโจมตีโดยอาเจะห์
ในศตวรรษที่ 17 เจ้าเมืองได้ขอความช่วยเหลือจากอยุธยา
มีหลักฐานโบราณสถานฮินดู–พุทธใน หุบเขาบูจัง (Bujang Valley)
ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 4 ซึ่งถือเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในมาเลเซีย
ชาวสยามจำนวนมากอาศัยอยู่ในเคดะห์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เรียกว่า เมืองไทรบุรี
มีวัดและพระสงฆ์เป็นศูนย์กลางชุมชน ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ และยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไทย
เคดะห์ได้รับฉายาว่า “Rice Bowl of Malaysia” เพราะมีพื้นที่ราบกว้างใหญ่เหมาะแก่การปลูกข้าว
เกาะลังกาวีเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีชายหาดสวยงามและเป็นเขตปลอดภาษี
วัฒนธรรมผสมผสานระหว่างมลายู–อิสลาม และชุมชนสยามที่ยังคงรักษาพุทธศาสนาและภาษาไทย
รัฐเคดะห์เป็นรัฐที่มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ (ปลูกข้าวและท่องเที่ยว) และด้านประวัติศาสตร์
(เคยเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยา) อีกทั้งยังมีชุมชนไทยจำนวนมาก ทำให้มีความสัมพันธ์
ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แน่นแฟ้นกับประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ของไทย
รัฐเคดะห์ (ไทรบุรี) มีจุดแข็งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว แต่เมื่อเทียบกับรัฐอื่นของมาเลเซีย
เช่น ยะโฮร์หรือปีนัง เคดะห์ยังถือว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจต่ำกว่า โดยรายได้เฉลี่ยครัวเรือน
และ GDP ต่อหัวอยู่ในกลุ่มท้ายของประเทศ รายได้เฉลี่ยต่ำอยู่ใน 3 อันดับท้ายของประเทศ
หากเคดะห์ต้องการยกระดับความแข็งแกร่ง จำเป็นต้องลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน น้ำ–ไฟ–ดิจิทัล
และดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อเสริมเศรษฐกิจให้หลากหลายมากขึ้น